1 วิหคที่ไร้ปีก

“ผมอยากเรียนหมอครับ” เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดนักเรียนมัธยมปลายเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นและมั่นใจ

แต่ หญิงวัยกลางคนที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามกลับทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูของตัวเอง เพราะจากประสบการณ์การเป็นอาจารย์แนะแนวมาหลายต่อหลายปี ที่ช่วยให้เด็กนักเรียนสอบติดมานักต่อนักแล้วนั้น ได้บอกเธอว่า…ไม่มีทาง…ไม่มีทางเป็นไปได้เลยสำหรับเด็กหนุ่มคนนี้

“เธอแน่ใจแล้วเหรอ” เธอเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่เงียบไปสักพัก

“แน่ใจครับ” ผมตอบยืนยันความตั้งใจอันแน่วแน่

” เอ่อ…ถ้าอย่างนั้น…เธอคงจะอ่านหนังสือมาจนจบหมดแล้วใช่มั้ย เพราะนี่เหลือเวลาอีกแค่สามเดือนก็จะสอบเอนท์แล้ว” เธอพูดพร้อมกับโน้มตัวมาข้างหน้ามากขึ้น

“อ้อ ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ ผมคิดว่าผมกำลังจะเริ่มอ่านครับ…อาจารย์” ซึ่งคำตอบนี้ทำให้เธอเงียบไปอีกครั้ง และคงจะกำลังคิดในใจว่า…นี่มันยังไม่เริ่มอ่านอีกเหรอเนี่ย

“เอ่อ…ถ้าอย่างนั้น…ที่ผ่านมาเธอคงตั้งใจเรียนมาตลอดเลยใช่มั้ย เกรดคงสูงมากและใช้เวลาทบทวนไม่นาน เธอถึงได้มั่นใจขนาดนี้”
อาจารย์แนะแนวของผมเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

” ก็…แหะๆ” ผมเริ่มละอายใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะตอนนี้ผมอยู่ ม.6 แล้วก็จริง แต่ความรู้นั้นไม่ต่างกับตอนที่เพิ่งขึ้น ม.4 มาใหม่ๆเลย ผมโดดเรียนประจำ และแทบจะไม่เคยเรียนในห้องเรียนมาก่อน “2.70 ครับ…อาจารย์” เสียงที่ตอบออกไปนั้นอ่อยลงเล็กน้อย

แม้ว่าผมจะ ละอายใจที่ไม่เคยตั้งใจเรียน แต่ผมก็ไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน…แต่ผมเชื่อว่าผมจะสอบได้อย่างที่ตั้งใจ

แต่ดูเหมือนว่าอาจารย์แนะแนวคนเก่งเธอจะไม่ได้คิดเช่นนั้น ผมเห็นเธอทำสีหน้าเอือมระอาและส่ายหน้านิดๆ ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดว่า

” ก้องหล้า…ครูว่าเธอลองมองคณะที่ต่ำลงมาหน่อยดีกว่ามั้ย” เธอเว้นช่วงเพื่อดูปฏิกิริยาของผม “อย่างเภสัชหรือสัตวแพทย์ก็น่าเรียนดีนะ”

” อาจารย์ครับ อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ” ผมตอบสวนไปทันควัน “ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะผมอยากจะถามอาจารย์เรื่องเทคนิคที่อาจารย์ใช้อ่านวิชา สังคมเท่านั้นเอง ส่วนวิชาอื่นๆผมจัดการเองได้ครับ”

แต่ดูเหมือนเธอไม่ได้คิดเช่นนั้น

” ก้องหล้า ฟังครูนะ…ครูจะพูดตรงๆ ถ้าจะให้ครูเปรียบเทียบระหว่างเธอกับเจ้ากัมปนาทเพื่อนซี้ของเธอ กัมปนาทน่ะจะเหมือนนกอินทรี…มีปีกใหญ่โตแข็งแรง จะบินไปที่ไหนก็ได้ตามที่เค้าต้องการ”

เธอเอื้อมมือมากุมมือของผมไว้

” ส่วนเธอน่ะ ก็เหมือนกับลูกนกกระจอกตัวเล็กๆที่ปีกยังไม่แข็งแรงบินไปได้ไม่ไกลก็ร่วงลง มา…เพราะงั้นยิ่งหวังสูงก็ยิ่งเจ็บหนัก เธอควรจะหาอะไรที่เป็นไปได้สำหรับเธอดีกว่ามั้ย เพื่อที่ว่าจะได้ไม่เจ็บตัวเวลาที่บินไปไม่ถึงตามที่หวังไว้”

ผมยังจำคำพูดนั้นได้แม่น และก็จำคำตอบของผมได้ไม่ลืมเช่นกัน

” ถ้าผมร่วงลงมา ผมก็จะพักจนกว่าจะมีแรงแล้วก็จะบินต่อไป…หรือต่อให้ปีกของผมหักลง ผมก็จะเดินไป แม้ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตามผมก็จะข้ามผ่านมันไปให้ได้ ถ้าไม่มีเส้นทางที่จะไปต่อได้…ผมก็จะสร้างเส้นทางขึ้นมาเอง”

หลังจากพูดประโยคน้ำเน่าจบผมก็ลุกขึ้นยกมือไหว้อาจารย์และเดินออกจากห้องไป โดยมีสายตาที่ห่วงใยของอาจารย์มองส่ง

ผม ไม่ชอบให้ใครมาดูถูก หรือมาบอกว่าอะไรที่ผมทำได้ อะไรที่ผมทำไม่ได้…เพราะคนเหล่านั้นมักจะคิดไปเองว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ผมต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้…ทำไมต้องมาคอยบงการการกระทำของผมด้วย ทำไมแทนที่จะช่วยกันทำให้ได้อย่างที่หวังกลับมาคอยขัดแข้งขัดขาทำลายกำลังใจ กัน

พอเดินพ้นประตูห้องพักอาจารย์ออกมาแล้วก็เห็นไอ้เจ้าเพื่อนตัวดี พญาอินทรี ของอาจารย์นั่นแหละ กำลังนั่งรออยู่

“ว่าไงมึง กูบอกแล้วว่าอย่ามาเลยมึงก็ไม่เชื่อ เป็นไงล่ะทีนี้” เจ้าลูกโม่เพื่อนรักของผมเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอามือมาโอบไหล่ผมไว้

” เฮ้ออออออ อ อ ฮ่ะๆ ช่างแม่ง” ผมเดินไปหยิบเอากระเป๋าบนม้าหินอ่อนหน้าอาคารเรียนที่ฝากเจ้าลูกโม่ไว้ขึ้น สะพาย แล้วก็หันไปหาเพื่อนซี้ “ป่ะ ไปเล่นเกมกันดีกว่า”

เราสองคนเลยเดินไปเอารถมอเตอร์ไซด์ของลูกโม่ที่จอดไว้หลังอาคาร ระหว่างทางผมครุ่นคิดถึงแต่เรื่องที่อาจารย์พูด

“เป็นไรวะ ดูเงียบๆไป…นี่มึงคิดมากเหรอ” เพื่อนผมที่เดินมาด้วยกันถามทำลายควาเงียบ ซึ่งก็ทำให้ผมตื่นจากภวังค์

“มึงว่ากูจะสอบได้มั้ยวะ ไอ้หมอเนี่ย” ผมหันไปมองหน้าเพื่อนเงียบๆ เพื่อรอฟังคำตอบซึ่งเพื่อนผมก็ตอบสวนมาว่า

” แล้วกูจะรู้มึงมั้ย มันขึ้นอยู่กับมึงเองนั่นแหละ ถ้าตอนสอบมึงรู้ มึงทำได้ มึงก็สอบติด…แต่ถ้ามึงไม่มีความรู้จะไปสอบ นั่นก็ตัวมึงเอง”

ตัวผมเองนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าทำได้ แต่คนอื่นๆทุกคนบอกว่าไม่มีทาง ทำให้ผมเริ่มกลัวว่าจะเป็นอย่างที่คนอื่นๆพูด
จะมีก็แต่ไอ้ลูกโม่นี่แหละที่ไม่เคยดูถูกผมหรือใครๆเลย ทำให้ผมสบายใจในการบอกเล่าหรือปรึกษาเรื่องต่างๆด้วย

จะเป็นวิหคที่ไร้ปีกหรืออะไรก็ช่าง ไม่เห็นจะต้องไปสนใจเลย

ใครมันจะมารู้จักตัวผมได้ดีไปกว่าตัวผมเองล่ะ…คนอื่นทำได้ แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้
ไม่เคยมีใครทำได้ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีวันเป็นไปได้…

ระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปยังร้านเกมเจ้าประจำนั้น ผมก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาว่า

จาก เดิมที่ผมเพียงคิดเล่นๆว่าจะเรียนหมอ ตอนนี้ผมเริ่มคิดเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นและแน่ใจมากขึ้น สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะว่าผมไม่ชอบยอมแพ้ใคร

แม้ว่าผมจะไม่ใช่คนที่เก่งกาจอะไรแต่หัวใจของผมก็ไม่เคยยอมแพ้ “หัวใจอันทรนง” เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ผมมี

ผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนที่ดูถูกผมได้เห็นว่าพวกเขาคิดผิด…

~ โดย chirugeon บน วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2008.

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “1 วิหคที่ไร้ปีก”

  1. เอาเรื่องจริงมาแต่งเป็นนิยายเลยเหรอ เฮียปาล์ม – -‘

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: