ไม่ได้เขียนซะนานนนนนนนน(มากๆ)

•วันเสาร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2010 • ให้ความเห็น

ไม่ได้มาเขียนซะนานเลยครับ แบบว่า ลืมรหัสผ่านตัวเอง ฮ่าๆๆ(จริงๆแล้วลืมชื่อบล๊อกนี้ไปแล้วด้วยครับ เพราะเปลี่ยนเมลล์ใหม่แล้วก็ไม่ได้เข้ามาอีกเลย)

วันนี้หลังจากห่างหายไปนาน(ปีกว่าๆ) เลยกลับมาเขียนต่อครับ มีเรื่องราวมากมายที่อยากจะเล่า ประสบการณ์ต่างๆตลอดปีที่ผ่านมา(และปีนี้ด้วย)

สุดจะบรรยายจริงๆครับ ทั้งสมหวัง ผิดหวัง(ผิดหวังมากกว่า)

ไว้เดี๋ยวจะค่อยๆทยอยเขียนทีละนิดนะครับ อิอิ ไฟต์โตะๆ ^_________^

1 วิหคที่ไร้ปีก

•วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน 2008 • 1 ความเห็น

“ผมอยากเรียนหมอครับ” เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดนักเรียนมัธยมปลายเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นและมั่นใจ

แต่ หญิงวัยกลางคนที่นั่งฝั่งตรงกันข้ามกลับทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหูของตัวเอง เพราะจากประสบการณ์การเป็นอาจารย์แนะแนวมาหลายต่อหลายปี ที่ช่วยให้เด็กนักเรียนสอบติดมานักต่อนักแล้วนั้น ได้บอกเธอว่า…ไม่มีทาง…ไม่มีทางเป็นไปได้เลยสำหรับเด็กหนุ่มคนนี้

“เธอแน่ใจแล้วเหรอ” เธอเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากที่เงียบไปสักพัก

“แน่ใจครับ” ผมตอบยืนยันความตั้งใจอันแน่วแน่

” เอ่อ…ถ้าอย่างนั้น…เธอคงจะอ่านหนังสือมาจนจบหมดแล้วใช่มั้ย เพราะนี่เหลือเวลาอีกแค่สามเดือนก็จะสอบเอนท์แล้ว” เธอพูดพร้อมกับโน้มตัวมาข้างหน้ามากขึ้น

“อ้อ ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ ผมคิดว่าผมกำลังจะเริ่มอ่านครับ…อาจารย์” ซึ่งคำตอบนี้ทำให้เธอเงียบไปอีกครั้ง และคงจะกำลังคิดในใจว่า…นี่มันยังไม่เริ่มอ่านอีกเหรอเนี่ย

“เอ่อ…ถ้าอย่างนั้น…ที่ผ่านมาเธอคงตั้งใจเรียนมาตลอดเลยใช่มั้ย เกรดคงสูงมากและใช้เวลาทบทวนไม่นาน เธอถึงได้มั่นใจขนาดนี้”
อาจารย์แนะแนวของผมเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

” ก็…แหะๆ” ผมเริ่มละอายใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะตอนนี้ผมอยู่ ม.6 แล้วก็จริง แต่ความรู้นั้นไม่ต่างกับตอนที่เพิ่งขึ้น ม.4 มาใหม่ๆเลย ผมโดดเรียนประจำ และแทบจะไม่เคยเรียนในห้องเรียนมาก่อน “2.70 ครับ…อาจารย์” เสียงที่ตอบออกไปนั้นอ่อยลงเล็กน้อย

แม้ว่าผมจะ ละอายใจที่ไม่เคยตั้งใจเรียน แต่ผมก็ไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน…แต่ผมเชื่อว่าผมจะสอบได้อย่างที่ตั้งใจ

แต่ดูเหมือนว่าอาจารย์แนะแนวคนเก่งเธอจะไม่ได้คิดเช่นนั้น ผมเห็นเธอทำสีหน้าเอือมระอาและส่ายหน้านิดๆ ก่อนจะถอนหายใจแล้วพูดว่า

” ก้องหล้า…ครูว่าเธอลองมองคณะที่ต่ำลงมาหน่อยดีกว่ามั้ย” เธอเว้นช่วงเพื่อดูปฏิกิริยาของผม “อย่างเภสัชหรือสัตวแพทย์ก็น่าเรียนดีนะ”

” อาจารย์ครับ อาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ” ผมตอบสวนไปทันควัน “ที่ผมมาวันนี้ก็เพราะผมอยากจะถามอาจารย์เรื่องเทคนิคที่อาจารย์ใช้อ่านวิชา สังคมเท่านั้นเอง ส่วนวิชาอื่นๆผมจัดการเองได้ครับ”

แต่ดูเหมือนเธอไม่ได้คิดเช่นนั้น

” ก้องหล้า ฟังครูนะ…ครูจะพูดตรงๆ ถ้าจะให้ครูเปรียบเทียบระหว่างเธอกับเจ้ากัมปนาทเพื่อนซี้ของเธอ กัมปนาทน่ะจะเหมือนนกอินทรี…มีปีกใหญ่โตแข็งแรง จะบินไปที่ไหนก็ได้ตามที่เค้าต้องการ”

เธอเอื้อมมือมากุมมือของผมไว้

” ส่วนเธอน่ะ ก็เหมือนกับลูกนกกระจอกตัวเล็กๆที่ปีกยังไม่แข็งแรงบินไปได้ไม่ไกลก็ร่วงลง มา…เพราะงั้นยิ่งหวังสูงก็ยิ่งเจ็บหนัก เธอควรจะหาอะไรที่เป็นไปได้สำหรับเธอดีกว่ามั้ย เพื่อที่ว่าจะได้ไม่เจ็บตัวเวลาที่บินไปไม่ถึงตามที่หวังไว้”

ผมยังจำคำพูดนั้นได้แม่น และก็จำคำตอบของผมได้ไม่ลืมเช่นกัน

” ถ้าผมร่วงลงมา ผมก็จะพักจนกว่าจะมีแรงแล้วก็จะบินต่อไป…หรือต่อให้ปีกของผมหักลง ผมก็จะเดินไป แม้ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตามผมก็จะข้ามผ่านมันไปให้ได้ ถ้าไม่มีเส้นทางที่จะไปต่อได้…ผมก็จะสร้างเส้นทางขึ้นมาเอง”

หลังจากพูดประโยคน้ำเน่าจบผมก็ลุกขึ้นยกมือไหว้อาจารย์และเดินออกจากห้องไป โดยมีสายตาที่ห่วงใยของอาจารย์มองส่ง

ผม ไม่ชอบให้ใครมาดูถูก หรือมาบอกว่าอะไรที่ผมทำได้ อะไรที่ผมทำไม่ได้…เพราะคนเหล่านั้นมักจะคิดไปเองว่ามันต้องเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ผมต้องทำอย่างนี้ อย่างนี้…ทำไมต้องมาคอยบงการการกระทำของผมด้วย ทำไมแทนที่จะช่วยกันทำให้ได้อย่างที่หวังกลับมาคอยขัดแข้งขัดขาทำลายกำลังใจ กัน

พอเดินพ้นประตูห้องพักอาจารย์ออกมาแล้วก็เห็นไอ้เจ้าเพื่อนตัวดี พญาอินทรี ของอาจารย์นั่นแหละ กำลังนั่งรออยู่

“ว่าไงมึง กูบอกแล้วว่าอย่ามาเลยมึงก็ไม่เชื่อ เป็นไงล่ะทีนี้” เจ้าลูกโม่เพื่อนรักของผมเอ่ยขึ้นพร้อมกับเอามือมาโอบไหล่ผมไว้

” เฮ้ออออออ อ อ ฮ่ะๆ ช่างแม่ง” ผมเดินไปหยิบเอากระเป๋าบนม้าหินอ่อนหน้าอาคารเรียนที่ฝากเจ้าลูกโม่ไว้ขึ้น สะพาย แล้วก็หันไปหาเพื่อนซี้ “ป่ะ ไปเล่นเกมกันดีกว่า”

เราสองคนเลยเดินไปเอารถมอเตอร์ไซด์ของลูกโม่ที่จอดไว้หลังอาคาร ระหว่างทางผมครุ่นคิดถึงแต่เรื่องที่อาจารย์พูด

“เป็นไรวะ ดูเงียบๆไป…นี่มึงคิดมากเหรอ” เพื่อนผมที่เดินมาด้วยกันถามทำลายควาเงียบ ซึ่งก็ทำให้ผมตื่นจากภวังค์

“มึงว่ากูจะสอบได้มั้ยวะ ไอ้หมอเนี่ย” ผมหันไปมองหน้าเพื่อนเงียบๆ เพื่อรอฟังคำตอบซึ่งเพื่อนผมก็ตอบสวนมาว่า

” แล้วกูจะรู้มึงมั้ย มันขึ้นอยู่กับมึงเองนั่นแหละ ถ้าตอนสอบมึงรู้ มึงทำได้ มึงก็สอบติด…แต่ถ้ามึงไม่มีความรู้จะไปสอบ นั่นก็ตัวมึงเอง”

ตัวผมเองนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าทำได้ แต่คนอื่นๆทุกคนบอกว่าไม่มีทาง ทำให้ผมเริ่มกลัวว่าจะเป็นอย่างที่คนอื่นๆพูด
จะมีก็แต่ไอ้ลูกโม่นี่แหละที่ไม่เคยดูถูกผมหรือใครๆเลย ทำให้ผมสบายใจในการบอกเล่าหรือปรึกษาเรื่องต่างๆด้วย

จะเป็นวิหคที่ไร้ปีกหรืออะไรก็ช่าง ไม่เห็นจะต้องไปสนใจเลย

ใครมันจะมารู้จักตัวผมได้ดีไปกว่าตัวผมเองล่ะ…คนอื่นทำได้ แล้วทำไมผมจะทำไม่ได้
ไม่เคยมีใครทำได้ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีวันเป็นไปได้…

ระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปยังร้านเกมเจ้าประจำนั้น ผมก็เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาว่า

จาก เดิมที่ผมเพียงคิดเล่นๆว่าจะเรียนหมอ ตอนนี้ผมเริ่มคิดเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นและแน่ใจมากขึ้น สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะว่าผมไม่ชอบยอมแพ้ใคร

แม้ว่าผมจะไม่ใช่คนที่เก่งกาจอะไรแต่หัวใจของผมก็ไม่เคยยอมแพ้ “หัวใจอันทรนง” เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ผมมี

ผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนที่ดูถูกผมได้เห็นว่าพวกเขาคิดผิด…

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทั้ง 13 ทักษะ

•วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2008 • 96 ความเห็น

1.ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร
การกำหนดตัวแปร เป็นการชี้บ่งตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องการควบคุม
ในสมมติฐานหนึ่ง ๆ การควบคุมตัวแปร เป็นการควบคุมสิ่งอื่น ๆ นอกเหนือจากตัวแปรต้น ถ้าหากไม่ควบคุม ให้เหมือนๆ กัน ก็จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน
ตัวแปรต้น คือ สิ่งที่เราต้องจัดให้แตกต่างกัน ซึ่งเป็นต้นเหตุ ทำให้เกิดผล ซึ่งเราคาดหวังว่าจะแตกต่างกัน ตัว
แปรตาม คือ สิ่งที่เราต้องติดตามดู ซึ่งเป็นผลจากการจัดสถานการณ์บางอย่าง ให้แตกต่างกัน
ตัวแปรควบคุม คือ สิ่งที่เราต้องควบคุมจัดให้เหมือนกันเพื่อให้แน่ใจว่า ผลการทดลอง เกิดจากตัวแปรต้นเท่านั้น

2.ทักษะการคำนวณ คือ การนับจำนวนของวัตถุและการนำตัวเลขแสดงจำนวนที่นับได้ มาคิดคำนวณโดยการบวก ลบ คูณ หาร หรือหาค่าเฉลี่ย

3.ทักษะการจัดทำและสื่อความหมายข้อมูล เป็นการนำผลการสังเกต การวัด การทดลองจากแหล่งต่าง ๆ โดยการหาความถี่ เรียงลำดับ จัดแยกประเภท หรือคำนวณหาค่าใหม่ เพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมาย ของข้อมูลดียิ่งขึ้น โดยอาจเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภูมิ แผนภาพ วงจร กราฟ สมการ และการเขียนบรรยาย

4.ทักษะการจำแนกประเภท คือ การแบ่งพวก หรือเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์ โดยใช้เกณฑ์ ความเหมือน ความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

5.ทักษะการตั้งสมมติฐาน คือ การคิดหาคำตอบล่วงหน้า ก่อนจะทำการทดสองโดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิม เป็นพื้นฐานคำตอบที่คิดล่วงหน้าซึ่งยังไม่ทราบ หรือยังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือ ทฤษฎีมาก่อน สมมติฐาน หรือคำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้า มักกล่าวไว้เป็นข้อความ ที่บอก ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้น กับตัวแปรตาม สมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจถูก หรือผิดก็ได้ ซึ่งจะทราบภายหลัง การทดลอง หาคำตอบเพื่อสนับสนุน หรือคัดค้านสมมติฐานที่ตั้งไว้

6.ทักษะการตีความหมายข้อมูล และลงข้อสรุป การตีความหมายข้อมูล คือ การแปรความหมาย หรือ การบรรยาย ลักษณะและสมบัติของข้อมูลที่มีอยู่ การลงข้อสรุป คือ การสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด

7.ทักษะการทดลอง มี 3 ประเภท คือ การทดลองแบบแบ่งกลุ่ม เปรียบเทียบ ไม่มีกลุ่ม เปรียบเทียบและลองผิดลองถูก การทดลองเป็นกระบวนการปฏิบัติการเพื่อหาคำตอบ หรือการทดสอบ สมมติฐานที่ตั้งไว้ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การออกแบบการทดลอง การปฏิบัติการทดลองและการบันทึกผลการทดลอง

8.ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ คือ การกำหนดความหมายและขอบเขตของสิ่งต่าง ๆ (ที่อยู่ในสมมติฐานที่ต้องทดลอง) ให้เข้าใจตรงกัน และสามารถสังเกตหรือวัดไว้

9.ทักษะการพยากรณ์ คือ การสรุปคำตอบล่วงหน้า ก่อนการทดลองโดยอาศัยประสบการณ์ ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หลักการ กฎ หรือทฤษฎีที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น มาช่วยในการสรุป การพยากรณ์มีสองทาง คือ การพยากรณ์ภายในขอบเขตของข้อมูลที่มีอยู่และ การพยากรณ์นอกขอบเขตข้อมูลที่มีอยู่

10.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล คือ การเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่ได้จากากรสังเกตอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย

11.ทักษะการวัด คือ การเลือกและการใช้เครื่องมือทำการวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม และถูกต้อง โดยมีหน่วยกำกับเสมอ

12.ทักษะการสังเกต คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัส อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง เพื่อหาข้อมูล หรือรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ โดยไม่เพิ่มความคิดเห็น ส่วนตัวลงไป

13.ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติกับมิติ และมิติกับเวลา วัตถุต่าง ๆ ในโลกนี้ จะทรงตัวอยู่ได้ ล้วนแต่ครองที่ที่ว่าง การครอง ที่ของวัตถุในที่ว่างนั้น โดยทั่วไปแล้วจะมี 2 มิติ ได้แก่ มิติยาว มิติกว้าง และมิติสูงหรือหนา

โจทย์ข้อที่สิบ

•วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2008 • ให้ความเห็น

มีห้องอยู่ 2 ห้อง จากด้านนอกจะมองไม่เห็นภายในห้อง

ห้องที่ 1 มีหลอดไฟอยู่ 3 หลอด
ห้องที่ 2 มีสวิต์ชไฟอยู่ 3 อัน
สวิต์ซแต่ละอันจะควบคุมหลอดไฟเพียง 1 หลอดเท่านั้น

คุณมีโอกาสเข้าไปในห้องที่ 1 เพียงครั้งเดียว
แต่จะเข้าห้องที่มีสวิต์ซอยู่ที่ครั้งก็ได้ จะปิดจะเปิดสวิต์ซกี่ครั้งก็ได้
ภายในห้องที่ 1 คุณจะทำอะไรกับหลอดไฟก็ได้ จะถอด จะทำให้แตก จะแกว่ง หรืออะไรก็ได้
แต่ห้ามใส่วงจรเพิ่มเติม

กรณีที่ 1, สมมุติว่าหลอดไฟทั้งสามหลอดปิดอยู่
ถามว่า จะมีวิธิรู้อย่างไรว่าสวิต์ซอันไหนควบคุมหลอดไฟอันไหน

กรณีที่ 2, สมมุติว่า หลอดไฟแต่ละหลอดจะปิดหรือจะเปิดอยู่ก็ได้
ถามว่าท่านจะต้องเข้าไปในห้องที่ 1 (ที่มีหลอดไฟ) อย่างน้อยกี่ครั้ง
ถึงจะรู้ว่าสวิต์ซอันไหนควบคุมหลอดไฟอันไหน

Hint : ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ด้วยนิดหน่อย

โจทย์ข้อที่เก้า

•วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2008 • ให้ความเห็น

มีคนอยู่ 5 คน ซึ่ง แต่ละคนใช้เวลาในการเดินข้ามสะพาน ตอนกลางคืนไม่เท่ากัน
คนแรกใช้ เวลา 12 นาที คนที่สอง 9 นาที คนที่สาม 6 นาที คนที่สี่ 3 นาที คนสุดท้าย 1 นาที
-สะพานรับน้ำหนักได้มากสุด 2 คน
-ตะเกียงอยู่ได้ นาน 30 นาที
-มีคนเอาตะเกียงไป ต้องเอากลับมาด้วย และเสียเวลาเดินย้อนมาเท่ากับที่ระบุไว้ข้างต้น
-จะ แบกขึ้นหลังไป ก็ถือนับเอาเวลา ที่มากที่สุด เช่น 1 ไปกับ 12 ก็นับว่า 12 นาที เพราะฉะนั้นไม่ต้องบอกว่าแบกขึ้นหลัง เดินไปธรรมดาก็ใช้เวลาเท่ากัน ไม่หนักด้วย

ถามว่า จะข้ามสะพานยังไงให้ 5 คนข้ามไปได้หมด โดยที่สะพานไม่หัก และตะเกียงไม่ดับเสียก่อน
-ใจเย็นค่อยๆ คิด ถ้าทำมาได้ทุกข้อ ข้อนี้ก็ไม่น่าจะยากอะไรแล้วครับ

โจทย์ข้อที่แปด

•วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2008 • 5 ความเห็น

มีพ่อ-แม่ชาวนา คู่หนึ่ง มี ลูกสาวหน้าตาดี และมีชายเศรษฐี ทีเป็นเจ้าหนี้ของชาวนาคู่นั้น
ซึ่งเศรษฐี ก็ใฝ่ฝันต้องการได้ลูกสาวมาเป็นเมีย จึงไปบอกชาวนาคู่นั้นว่า ถ้าเจ้าไม่มีใช้หนี้ ก็จะยึดที่นา
แต่ ถ้าไม่อยากให้ยึดก็ต้องยกลูกสาวเป็นข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งพอลูกสาวรู้เข้าก็ไม่ยอม บอกว่าเป็นการเอาเปรียบและกลั่นแกล้งคนที่ไม่มีทางสู้ จึงเสนอข้อแลกเปลี่ยนว่า “ให้ท่านหยิบหินที่ชายหาด (ดำกับขาว) มาใส่ถุงทึบเอาไว้และถ้าตนหยิบได้สีขาวก็ถือว่า ยกหนี้ให้พร้อมทั้งไม่ต้องไปเป็นเมีย แต่ถ้าได้สีดำก็ถือว่าพรหมลิขิต(โอกาส 50-50 ) และเต็มใจ แบบนี้ดีไหม ท่านคงไม่อยากได้ชื่อว่ารังแกคนไม่มีทางสู้”

ทางเศรษฐี ก็ตอบตกลง และได้แอบหยิบ หินสีดำมาทั้ง 2 ก้อน ทั้ง ๆ ที่จะต้องเป็นสีดำก้อน ขาวก้อน ซึ่งทางลูกสาวก็ได้เห็น และคิดในใจว่า ถ้าอย่างนี้ตนก็ต้องไปเป็นเมีย นะสิและถ้าเปิดเผยว่าเศรษฐีโกง มันก็จะต้องโกรธและไม่ตกลง คงจะยึดที่ดินของพ่อ-แม่ไปแน่เลย หญิงสาวผู้นี้จะทำยังไงดี

ถามว่าถ้าท่านเป็นหญิงสาวผู้นี้ ท่านจะแก้ไขสถานการณ์นี้ยังไงให้รอดออกมาได้และดีด้วย
-การที่จะได้คำตอบไม่จำเป็นต้อง แก้ตรงๆ เสมอไป
-มันประยุกต์มาจากการพนันก็ได้ ที่มี ถ้วย 3 ใบแล้วมีของอยู่ในนั้น หรือไพ่ 3 ใบ แล้วให้ทายให้ถูก ทริคของพวกต้มตุ๋น

ข้อนี้ ให้ข้อคิดดีมาก ๆ เลยครับ*** พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส***
ผมว่าข้อนี้ในบรรดา 12 ข้อให้มีโอกาสให้ประโยชน์เกี่ยวกับ ชีวิตจริงมากที่สุดแล้วละครับ
ข้อคิดคือ จากที่ รอด-ไม่รอด 50-50 และ ไม่รอดแน่ๆ 100 % เป็น รอด 100% เลยครับ